แชร์

6 ของเหลวในรถยนต์ที่ต้องเปลี่ยนถ่ายมีอะไรบ้าง?

อัพเดทล่าสุด: 26 พ.ค. 2025
7722 ผู้เข้าชม

6 ของเหลวในรถยนต์ที่ต้องเปลี่ยนถ่ายมีอะไรบ้าง?


     เครื่องยนต์ นั้นเปรียบเสมือนหัวใจหลักในการทำงานของรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่น ก็คงเปรียบเสมือนเลือดที่คอยไหลเวียน เพื่อหล่อเลี้ยงให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างที่เรารู้กันดีว่าเครื่องยนต์มีชิ้นส่วน และฟันเฟืองทำงานร่วมกันเป็นจำนวนมาก จึงมีการเสียดสีกันไปมาอยู่ตลอดเวลา น้ำมันหล่อลื่นจึงกลายมาเป็นหัวใจสำคัญในการลดการเสียดสี ป้องกันการสึกหลอ และช่วยในการระบายความร้อนให้กับชิ้นส่วนต่าง ๆ ระหว่างที่เครื่องยนต์ทำงาน ซึ่งน้ำมันหล่อลื่นถูกจำแนกออกเป็นหลากหลายประเภท เพื่อใช้กับอุปกรณ์ หรือชิ้นส่วนนั้นๆ โดยเฉพาะ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก น้ำมันเกียร์ ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่า น้ำมันหล่อลื่นในแต่ละส่วน ย่อมมีอายุการใช้งาน และระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่ายที่แตกต่างกันออกไป 

  1. น้ำมันเครื่อง
    จะช่วยบำรุงรักษาเครื่องยนต์ทั้งระบบ ลดแรงเสียดทาน และป้องกันการสึกหลอ ซึ่งน้ำมันเครื่องจะเข้าไปแทรกอยู่ตรงระหว่างชิ้นส่วนในเครื่องยนต์ สร้างฟิล์มบางๆ เคลือบเอาไว้ เพื่อป้องกันชิ้นส่วนต่างๆ กระทบกัน และยังสามารถช่วยระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้อีกด้วย พร้อมช่วยควบคุมอุณหภูมิของเครื่องยนต์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

         โดยทั่วไประยะการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องจะอยู่ที่ 8,000 - 10,000 กิโลเมตร หรือ 6 เดือน แต่สำหรับรถยนต์ที่ใช้งานบ่อย หรือวิ่งทางไกลอยู่เป็นประจำ อาจต้องเปลี่ยนทุก ๆ 3 เดือน และสำหรับผู้ที่ขับขี่รถยนต์ทางไกลอยู่เป็นประจำ ควรหมั่นตรวจเช็กน้ำมันเครื่องอยู่เป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อเช็กระดับของน้ำมันเครื่อง ซึ่งระดับที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่างกึ่งกลางจุดสูงสุด และต่ำสุดของก้านวัดน้ำมันเครื่อง เพราะหากน้ำมันเครื่องอยู่ในระดับที่ต่ำเกินไป จะส่งผลทำให้เครื่องยนต์สึกหลอเร็ว


  2. น้ำมันเพาเวอร์ หรือ น้ำมันพวงมาลัยเพาเวอร์
    สำหรับใครที่ใช้รถยนต์รุ่นใหม่ๆ อาจไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว เนื่องจากรถยนต์ในรุ่นปัจจุบันจะเป็นพวงมาลัยไฟฟ้าทั้งหมด แต่สำหรับรถยนต์ที่ใช้พวงมาลัยเพาเวอร์ไฮดรอลิก น้ำมันเพาเวอร์เป็นสิ่งที่ต้องหมั่นเติมและตรวจเช็กให้อยู่ในระดับปกติ และไม่ควรเติมมากจนเกินไป เพราะเมื่อน้ำมันได้รับความร้อนจะเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้น ควรเปลี่ยนน้ำมันเพาเวอร์ทุก 1 ปี หรือทุก ๆ 80,000 กิโลเมตร

  3. น้ำมันเบรก
    เบรกถือเป็นส่วนสำคัญมาก เพราะใช้ในการหยุดรถและชะลอการขับขี่รถยนต์ สำหรับรถยนต์ทั่วไปที่ใช้งานปกติ ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร ซึ่งโดยเฉลี่ยน้ำมันเบรกจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 80,000 กิโลเมตร หรือ ประมาณ 3 ปี ขึ้นอยู่กับว่าตัวเลขไหนถึงกำหนดก่อนกัน

         ถ้าเป็นรถยนต์ที่ใช้ขึ้น-ลงเขาอยู่เป็นประจำ และต้องคอยเหยียบเบรกอยู่บ่อย ๆ น้ำมันเบรกอาจจะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าปกติ ควรหมั่นสังเกต หากมีอาการ เบรกจม หรือเมื่อเหยียบเบรกแล้วรู้สึกว่าเบรกไม่อยู่ ต้องเหยียบเบรกซ้ำหลาย ๆ รอบ ควรนำรถเข้าตรวจเช็กทันที เพราะรถของคุณอาจต้องเปลี่ยนน้ำมันเบรกก่อนกำหนด ดังนั้น ก่อนการเดินทางคุณควรตรวจสอบระดับน้ำมันเบรกทุกครั้ง

  4. น้ำมันเกียร์
    เป็นของเหลวที่ช่วยให้การทำงานของระบบเกียร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยให้เกียร์ไหลลื่น ช่วยหล่อลื่นฟันเฟือง เพื่อไม่ให้ฟันเฟืองขบกัน ลดการเสียดสีของชิ้นส่วนในระบบเกียร์ และยังสามารถถ่ายเทความร้อนได้อีกด้วย

         โดยปกติทั่วไปไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เกียร์อัตโนมัติหรือเกียร์ธรรมดา จะมีรอบการเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ทุก ๆ 40,000 กิโลเมตร หรือทุก 2 ปี แต่หากคุณมีพฤติกรรมในการขับรถ ที่ต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อย ๆ อาจต้องเปลี่ยนน้ำมันเกียร์เร็วกว่าปกติ ที่ระยะ 10,000 20,000 กิโลเมตร หรือทุก ๆ 1 ปี และไม่ควรใช้งานเกินกำหนดระยะเวลาในการเปลี่ยนถ่าย เพราะน้ำมันเกียร์เป็นตัวช่วยชะล้างเศษโลหะ คราบเขม่า ที่สะสมจากการใช้งานจำนวนมาก อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพในหล่อลื่นลดลง


  5. น้ำยาหล่อเย็น หรือ น้ำยาเติมหม้อน้ำ
    ของเหลวอีกอย่างที่ต้องให้ความสำคัญในการเปลี่ยนถ่ายของเหลวรถยนต์คือ น้ำยาหล่อเย็นในหม้อน้ำรถยนต์ เพราะเป็นตัวช่วยในการระบายความร้อน ป้องกันการแข็งตัว และช่วยควบคุมอุณหภูมิภายในเครื่องยนต์ไม่ให้ร้อนจนเกินไป ทั้งยังมีคุณสมบัติป้องกันการเกิดสนิมอีกด้วย 

         สำหรับน้ำยาหล่อเย็นส่วนประกอบหลักๆ ประกอบด้วย น้ำ สารหล่อเย็น หัวเชื้อป้องกันสนิม และสีต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งหน้าที่หลักของน้ำยาหล่อเย็นคือ ช่วยทำให้จุดเดือดของน้ำภายในหม้อน้ำ ที่ผสมน้ำยาหล่อเย็นสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำที่อยู่ภายในเดือดช้าลง ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดสนิม ตะกรัน ตะกอน ได้อีกด้วย ดังนั้นผู้ขับขี่ควรศึกษาให้ดีก่อนเลือกใช้น้ำยาหล่อเย็น เพราะมีทั้งน้ำยาหล่อเย็นสูตรผสมน้ำและไม่ผสมน้ำ ที่สำคัญควรหมั่นตรวจสอบระดับน้ำภายในหม้อน้ำทุก ๆ สัปดาห์ และควรล้างหรือเปลี่ยนถ่ายน้ำออก ทุก ๆ 6 หรือ 9 เดือน หรือ ทุก 50,000 กิโลเมตร เพื่อประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด


  6. น้ำฉีดกระจก
    เป็นของเหลวประเภทที่ผู้ขับขี่ทุกคนสามารถเติมเองได้ โดยสามารถเติมน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว หรือผสมน้ำยาฉีดกระจกตามอัตราส่วนที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำความสะอาด คราบฝุ่น คราบแมลง ขี้นก ที่ติดอยู่บนกระจกให้หลุดออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มทัศนวิสัยในการขับขี่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น หากคุณใช้น้ำฉีดกระจกอยู่เป็นประจำ ควรหมั่นเติมทุก ๆ สัปดาห์

         ข้อควรระวัง หากคุณต้องการผสมน้ำกับแชมพู น้ำยาล้างจาน เพื่อใช้เป็นน้ำสำหรับฉีดกระจก อาจก่อให้เกิดปัญหาหัวฉีดหรือท่อฉีดน้ำอุดตันได้ ดังนั้นจึงควรผสมในปริมาณน้อย

     รู้อย่างนี้แล้วอย่าลืมหมั่นเช็กระบบของเหลวในรถยนต์เบื้องต้นด้วยตัวเองกันบ่อย ๆ นอกจากจะช่วยทำให้รถคันโปรดอยู่กับเราได้นานขึ้นแล้ว การดูแลรักษาเป็นประจำและสังเกตความผิดปกติอยู่เสมอ ก็จะช่วยลดความเสียหายที่อาจนำไปสู่ค่าซ่อมบำรุงที่สูงลิบเลยก็เป็นได้ ถึงแม้จะเป็นการดูแลในจุดเล็กๆ แต่หากละเลยไม่ใส่ใจจากจุดเล็กๆ ที่ควรดูแล อาจส่งผลร้ายแรงต่อเครื่องยนต์ จนกลายเป็นปัญหาใหญ่และยากต่อการซ่อมแซมภายหลัง


บทความที่เกี่ยวข้อง
ประกันเสี่ยงภัย_SME คืออะไร
ซี พี อินเตอร์ จะมาไขข้อสงสัย ระหว่างประกันความเสี่ยงภัยสำหรับ SME กับประกันอัคคีภัยแตกต่างกันอย่างไร ? ควรซื้อหรือไม่ ? เหมาะกับใครบ้าง ?
2 พ.ค. 2024
why not to keep claim too long
ใบเคลมประกันรถ สามารถเก็บไว้ได้นานเท่าไหร่ และทำไมถึงไม่ควรเก็บใบเคลมไว้นานจนเกินไป วันนี้ ซี พี อินเตอร์ จะมาบอกเหตุผลให้ฟังกันเลย
26 มิ.ย. 2024
ผลไม้คลายร้อน
แม้ว่าสภาพอากาศในฤดูร้อนของเมืองไทย จะร้อนสักแค่ไหน ซี พี อินเตอร์ มีตัวช่วยที่จะทำให้เราสดชื่นขึ้นได้ หากเราทานผลไม้คลายร้อนเหล่านี้
13 มี.ค. 2024
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy