ซื้อประกันแบบไหน ได้ลดหย่อนภาษี ? มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

เมื่อพูดถึงประกัน กับการนำไปลดหย่อนภาษี หลายคนอาจยังไม่แน่ใจว่า ซื้อประกันแบบไหนถึงจะได้ลดหย่อนภาษี ลดหย่อนได้เท่าไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง? เรามาดูกัน
ประเภทของประกันที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ มี 2 ประเภท คือ
เรามาทำความรู้จักส่วนประกันชีวิตกันเบื้องต้นก่อน ประกันชีวิต แบ่งออกเป็น 2 แบบ ประกันชีวิตทั่วไป และประกันชีวิตแบบบำนาญ
1. ประกันชีวิตทั่วไป
ให้ความคุ้มครองชีวิตแก่ผู้ที่ทำประกัน หากเสียชีวิตจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บริษัทประกันก็จะจ่ายเงินตามทุนประกันที่ตกลงในกรมธรรม์ ให้แก่ผู้รับประโยชน์ หรือทายาท เช่น บุคคลในครอบครัว
ประกันชีวิตทั่วไป 4 มีแบบ
1.1 ประกันชีวิตแบบตลอดชีพ (Whole Life) - ส่วนใหญ่คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี เบี้ยประกันถูก ทุนประกันสูง เน้นคุ้มครองกรณีเสียชีวิต และไม่มีเงินคืนระหว่างทาง
1.2 ประกันชีวิตแบบชั่วระยะเวลา (Term) - ให้คุ้มครองในช่วงเวลาสั้น ๆ เบี้ยประกันไม่สูง ความคุ้มครองสูง ไม่มีเงินคืนระหว่างทาง และไม่มีมูลค่าเวนคืนกรมธรรม์
1.3 ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) - เป็นประกันเหมาะสำหรับการออมเงิน ที่คุ้มครองระยะเวลาไม่ยาวมาก เช่น คุ้มครอง 20 ปี ทุนประกันความคุ้มครองต่ำ แต่จะมีเงินคืนระหว่างทาง
1.4 ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) - เป็นประกันที่สามารถควบการลงทุนในกองทุนรวม จะไม่ได้การันตีผลตอบแทน ให้ความคุ้มครองสูง เบี้ยประกันไม่แพงมาก
สิทธิประโยชน์ทางภาษี
ประกันชีวิตแบบทั่วไปนั้น จะสามารถลดหย่อนได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท (รวมกับเงินฝากแบบมีประกันชีวิตแล้วก็ต้องไม่เกิน 100,000 บาท)
สำหรับในส่วนประกันชีวิตของคู่สมรสที่ไม่มีรายได้ ต้องเป็นคู่ที่แต่งกันมา ไม่น้อยกว่า 1 ปี จะสามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 10,000 บาท
เงื่อนไขการนำประกันชีวิตแบบทั่วไปมาลดหย่อนภาษี
- กรมธรรม์ประกันชีวิตต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป และต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น
- หากเป็นกรมธรรม์ที่มีการจ่ายเงินคืนระหว่างทางในทุกปี เงินที่ได้ต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยรายปี
- หากมีการจ่ายเงินคืนตามช่วงระยะเวลา (เช่น จ่ายคืนทุก 3 ปี) เงินที่ได้รับคืนต้องไม่เกิน 20% ของเบี้ยสะสมของแต่ละช่วงเวลา
ถ้าหากเลิกสัญญาฯ หรือเวนคืนกรมธรรม์ประกันชีวิตก่อนครบ 10 ปี จะเป็นยังไง?
- จะไม่สามารถใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสำหรับกรมธรรม์ฉบับนั้นได้อีก
- ต้องจ่ายคืนภาษีย้อนหลังของทุก ๆ ปีที่ได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนไป พร้อมดอกเบี้ย 1.5% ต่อเดือน ของยอดภาษีที่ต้องจ่าย
ประกันชีวิตแบบ Unit-Linked ลดหย่อนได้แค่ไหน?
ก่อนอื่น ประกัน Unit-Linked ก่อน แบ่งส่วนประกอบของเบื้ยประกันเป็น 2 ส่วนหลักๆ
- ค่าใช้จ่าย และค่าธรรมเนียมของกรมธรรม์ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการประกันภัย, ค่าการประกันภัย และค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่จะต้องมีระยะความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไปเท่านั้น
- ค่าการประกันภัย เป็นส่วนที่ซื้อความคุ้มครองชีวิต เหมือนที่เราซื้อประกันชีวิตทั่วไป และสามารถเลือกความคุ้มครองได้
- ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ของกรมธรรม์ เช่น ค่าดำเนินการ ค่าธรรมเนียมการบริหารกรมธรรม์ เป็นต้น - ส่วนที่เหลือนั้น จะเป็นส่วนที่นำไปลงทุนในกองทุนรวม ซึ่งจะไม่สามารถลดหย่อนภาษีในส่วนนี้ได้
ประกันชีวิตแบบ Unit-Linked สามารถนำมารวมกับประกันชีวิตแบบทั่วไป ลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 100,000 บาท (ส่วนที่นำไปลงทุนไม่สามารถนำมารวมเพื่อลดหย่อนภาษีได้)
2. ประกันชีวิตแบบบำนาญ
โดยหลัก ๆ แล้วประกันประเภทนี้จะให้ความคุ้มครองในรูปแบบการช่วยสร้างรายได้หลังเกษียณ โดยจะมีกำหนดให้จ่ายเบี้ยประกันต่อเนื่องไปจนกว่าจะถึงอายุที่ระบุในกรมธรรม์ (อย่างน้อยสุดเมื่ออายุ 55 ปี) แล้วหลังจากนั้นจะจ่ายเงินคืนให้เป็นงวดรายปีไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะครบสัญญา
สิทธิประโยชน์ทางภาษี ของประกันชีวิตแบบบำนาญ
สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุดไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
หากไม่ได้ใช้สิทธิ์ลดหย่อนสำหรับประกันชีวิตแบบทั่วไป จะลดหย่อนได้สูงสุด 300,000 บาท จึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลดหน่อยภาษี และการเก็บออมเงินเพื่อวัยเกษียณ
และเมื่อรวมกับ RMF / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / กบข. / กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน / กองทุนการออมแห่งชาติ จะลดหย่อนได้ไม่เกิน 500,000 บาท
เงื่อนไขการนำประกันชีวิตแบบบำนาญมาลดหย่อนภาษี
- กรมธรรม์จะต้องมีระยะเวลาคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป
- ต้องทำกับบริษัทประกันชีวิตในประเทศไทยเท่านั้น
- ต้องจ่ายผลประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ กำหนดช่วงอายุการจ่ายเงินเป็น 55-85 ปี หรือมากกว่านั้น และเราต้องจ่ายเบี้ยครบก่อนได้รับผลประโยชน์
ประกันสุขภาพ
ประกันสุขภาพจะให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทั้งกรณีเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่าง ๆ และอุบัติเหตุ
ประกันสุขภาพที่นำมาลดหย่อนได้ มีอะไรบ้าง
ประกันที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลอันเกิดจากการเจ็บป่วย และการบาดเจ็บ การชดเชยการทุพพลภาพและการสูญเสียอวัยวะเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ เช่น
- ประกันสุขภาพทั่วไป
- ประกันอุบัติเหตุ เฉพาะที่ให้ความคุ้มครองเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล การทุพพลภาพ การสูญเสียอวัยวะและการแตกหักของกระดูก
- ประกันภัยโรคมะเร็ง (Cancer Insurance)
- ประกันภัยโรคร้ายแรง (Critical Illnesses)
- ประกันภัยการดูแลระยะยาว (Long-Term Care) เป็นต้น
สิทธิประโยชน์ทางภาษี ของประกันสุขภาพของตนเอง
ลดหย่อนภาษีได้เท่าที่จ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี
ส่วนของประกันสุขภาพประเภท UDR (Unit Deducting Rider) ซึ่งเป็นประกันสุขภาพที่ซื้อพ่วงกับประกันชีวิตแบบ Unit-Linked ก็จะนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน แต่แค่เฉพาะส่วนที่เป็นค่าธรรมเนียมเพื่อความคุ้มครองสุขภาพเท่านั้น โดยเมื่อรวมเบี้ยประกันสุขภาพเข้ากับเบี้ยประกันชีวิตทั่วไปและเงินฝากแบบมีประกันชีวิตต้องไม่เกิน 100,000 บาท
เงื่อนไขการนำประกันสุขภาพไปลดหย่อนภาษี
ต้องทำกับบริษัทประกันในประเทศไทย
มาถึงตรงนี้แล้ว ถ้ายังไม่เข้าใจต้องการคำปรึกษา หรือยังไม่รู้ซื้อประกัน เลือกความคุ้มครองยังไงดี และยังได้สิทธิทางภาษี ทักหาเราเลย @CPINTER
สิทธิประโยชน์ทางภาษี ของประกันสุขภาพของพ่อแม่
สิทธิประโยชน์ทางภาษี ของประกันสุขภาพพ่อแม่ สามารถนำไปลดหย่อนได้ตามที่จ่ายจริง สูงสุด 15,000 บาทต่อปี
ถ้าร่วมกันจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพพ่อแม่ กับพี่น้องตัวเอง จะสามารถลดหย่อนได้สูงสุดตามจำนวนยอดเงินหารเฉลี่ยด้วยจำนวนพี่น้องที่ร่วมจ่าย (เช่น จ่ายค่าประกันสุขภาพพ่อแม่ 15,000 บาท ร่วมกันจ่ายกับพี่น้อง 3 คน จะลดหย่อนต่อคนสูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท)
อีกทั้งหากคู่สมรสไม่มีรายได้ เบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่คู่สมรสก็นำไปใช้ลดหย่อนได้สูงสุด 15,000 บาทต่อปีเช่นกัน
เงื่อนไขการนำประกันสุขภาพของพ่อแม่มาลดหย่อนภาษี
- ตัวเรา/คู่สมรส ต้องเป็นลูกแท้ ๆ ตามกฎหมายของพ่อแม่ (ลูกบุญธรรมไม่ได้)
- พ่อแม่ต้องมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท
หากจะใช้ประกันสุขภาพลดหย่อนภาษี เราจะต้องแจ้งบริษัทประกัน เพื่อกรอกแบบฟอร์มเพื่อเป็นการยินยอมให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลของเราต่อสรรพากร
ซี พี อินเตอร์ สรุปรวมๆมาให้เบื้องต้นเท่านั้น เพื่อความแน่ใจ ควรตรวจสอบรายละเอียด และเงื่อนไขกับบริษัทประกันก่อนซื้อ หรือทักมาปรึกษาได้ที่ ไลน์ @CPINTER รวมถึงศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีกับกรมสรรพากร
"สิทธิประโยชน์ทางภาษี เป็นเพียงแค่ผลประโยชน์เพิ่มเติมจากการซื้อประกัน ดังนั้นเราควรจะศึกษา และเลือกซื้อประกัน จากความคุ้มครองในกรมธรรม์ประกันภัยเป็นหลักนะ"


